Automated Author Profileคนธ์ธร เลิศนภาวงศ์
คนธ์ธร เลิศนภาวงศ์
Current S-Index
Sum of Dataset Indices for all datasets
Average Dataset Index per Dataset
Average Dataset Index per dataset
Total Datasets
Total datasets for this author
Average FAIR Score
Average FAIR Score per dataset
Total Citations
Total citations to the author's datasets
Total Mentions
Total mentions of the author's datasets
S-Index Interpretation
The S-Index (Sharing Index) is a comprehensive metric that represents the cumulative impact of all your datasets. It is calculated as the sum of Dataset Index scores across all your claimed datasets.
What it means:
- A higher S-index indicates greater overall impact of your datasets relative to typical datasets in their fields of research
- The S-Index grows as you add more datasets or as existing datasets gain more citations and mentions
- It provides a single number to track your research data impact over time
Current S-Index: 0.0 (sum of 1 dataset Dataset Index scores)
More information here.
S-Index Over Time
Cumulative Citations Over Time
Cumulative Mentions Over Time
Datasets
ภาพความเสียหายหลังจากเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ประชาคมโลกต่างตระหนักถึงความโหดร้าย ทารุณ ไร้มนุษยธรรมของการทรมาน และการกระทำอันป่าเถื่อนโหดร้ายอันเป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จึงเริ่มมีความคิดในการรับรองและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นสิทธิอันติดตัวมากับความเป็นมนุษย์และไม่สามารถแบ่งแยกหรือพรากไปจากมนุษย์ได้ โดยได้มี การออกกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อรับรองและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง อาทิเช่น ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights ค.ศ. 1948) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights: ICCPR ค.ศ. 1966)อย่างไรก็ตาม แม้มีกฎหมายระหว่างประเทศคุ้มครอง ปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนก็ยังคงปรากฏอยู่แทบทุกมุมโลกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการใช้วิธีทรมานและการประติบัติอันเลวร้าย (ill-treatment) ของเจ้าพนักงานของรัฐซึ่งใช้วิธีการดังกล่าวเพื่อคาดคั้นให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยให้การรับสารภาพ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อสนเทศ ก่อให้เกิดการเสพติดวิธีการแสวงหาพยานหลักฐานด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้องตามครรลองครองธรรม เป็นการกระทบกระเทือนต่อสิทธิในชีวิต ร่างกาย และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรง เมื่อการทรมานและการประติบัติอันเลวร้ายนั้นเกิดขึ้นจากหรือมีความเชื่อมโยงกับเจ้าพนักงานของรัฐ ทำให้เหยื่อซึ่งถูกกระทำไม่กล้าเข้าแจ้งความดำเนินคดีเพราะหวาดกลัวต่ออำนาจและการแก้แค้นของเจ้าพนักงานของรัฐ ทำให้การอำนวยความยุติธรรมตามระบบกฎหมายปกติไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิผล จนประชาชนอาจสูญเสียความเชื่อมั่นในการอำนวยความยุติธรรมตามกฎหมาย อีกทั้ง หากพิจารณาถึงน้ำหนักความน่าเชื่อถือของข้อมูลหรือพยานหลักฐานที่ได้จากการทรมาน ย่อมเห็นได้ว่าเป็นที่น่าสงสัยและเคลือบแคลงอย่างมาก เนื่องจากผู้ถูกทรมานหรือได้รับการประติบัติอันเลวร้ายย่อมต้องทำหรือพูดตามสิ่งที่ผู้กระทำทรมานต้องการ เพื่อระงับความเจ็บปวดที่ได้รับในขณะนั้นด้วยความตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว องค์การสหประชาชาติจึงได้ประกาศอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และการประติบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี ค.ศ. 1984 (Convention against Torture and Other Cruel Inhuman or Degrading Treatment or Punishment 1984 - CAT) เพื่อเสริมแรงกฎหมายที่มีอยู่ในการขจัดการทรมาน และการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรีทุกรูปแบบ ซึ่งอนุสัญญาดังกล่าวถือเป็นกฎหมายฉบับแรกที่ได้มีการให้ความหมายหรือคำนิยามของ “การทรมาน” ไว้อย่างเป็นรูปธรรม และกำหนดให้การทรมานและการประติบัติอันเลวร้ายเป็นอาชญากรรมภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ เป็นผลให้การกระทำอันเป็นการทรมานฯ ในทุกรูปแบบ ไม่ว่าภายใต้สถานการณ์ใด แม้กระทั่งในภาวะสงคราม หรือการขาดเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ หรือสภาวะฉุกเฉินสาธารณะ ไม่สามารถกระทำได้และไม่สามารถอ้างความชอบธรรมได้ ประเทศภาคีสมาชิกแห่งอนุสัญญาฉบับนี้ มีพันธกรณีที่จะต้องออกกฎหมายภายในของตน กำหนดให้การทรมานเป็นความผิดอาญา โดยสอดคล้องกับอนุสัญญาต่อต้านการทรมานดังกล่าว และยังมีหน้าที่ป้องกันมิให้มีการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีเกิดขึ้นภายในเขตอำนาจของตนอีกด้วยอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ มีผลใช้บังคับกับประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 ส่งผลให้ประเทศไทยในฐานะรัฐภาคีมีพันธะผูกพันที่จะต้องดำเนินการตามพันธกรณี 4 ประการ ได้แก่ 1) การประกันให้เกิดสิทธิต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ 2) การปฏิบัติให้เกิดสิทธิตามที่รับรองไว้ในอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ ด้วยความก้าวหน้า 3) การเผยแพร่หลักการของสิทธิที่ระบุไว้ในอนุสัญญาต่อต้านการฯ อย่างกว้างขวาง และ 4) การจัดทำรายงานสถานการณ์และปัญหาอุปสรรคภายในประเทศตามที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาดังกล่าว เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ ซึ่งในการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ ประเทศไทยก็ได้ทำคำแถลงตีความในการเข้าเป็นภาคีในข้อบทที่ 1, 4 และ 5 และได้ทำข้อสงวนในข้อบทที่ 30 โดยเฉพาะข้อแถลงตีความคำนิยามคำว่า “ทรมาน” อันกำหนดให้การตีความคำดังกล่าวเป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญาที่บังคับใช้ในปัจจุบัน เมื่อพิจารณาจากประมวลกฎหมายอาญาอันเป็นกฎหมายทั่วไปที่กำหนดความรับผิดทางอาญาของประเทศไทยจะทราบได้ว่าประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้กำหนดความหมายหรือคำนิยามของคำว่า “การทรมาน” ไว้เป็นการเฉพาะ แต่มีการบัญญัติคำว่าการทรมานไว้ในมาตรา 289 (5) มาตรา 313 วรรค 2 มาตรา 340 วรรคสี่ และมาตรา 340 ทวิ วรรคห้า ซึ่งไม่ได้มีการให้คำนิยามไว้เป็นการเฉพาะในปัจจุบันแม้ว่ากฎหมายอาญาของประเทศไทยจะสามารถใช้ลงโทษการทรมานได้โดยการปรับบทเทียบเคียงกับความผิดที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาบางมาตรา บางฐานความผิด เช่น การเทียบเคียงกับกลุ่มความผิดเกี่ยวกับชีวิตร่างกาย กลุ่มความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพ กลุ่มความผิดเกี่ยวกับเพศ และกลุ่มความผิดเกี่ยวกับเจ้าพนักงาน แต่ระวางโทษฐานความผิดในประมวลกฎหมายอาญาบางมาตรานั้นก็ยังไม่เหมาะสมกับข้อเรียกร้องของอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ ซึ่งกำหนดให้รัฐภาคีประกันว่าจะกำหนดให้การทรมานมีระวางโทษเฉกเช่นความผิดร้ายแรงของรัฐ และการใช้ความหมายของคำว่า “ใช้กำลังประทุษร้าย” มาเปรียบเทียบกับความหมาย “การทรมาน” ในอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ นั้นก็ยังมีข้อแตกต่างกันหลายประการ ทั้งในเรื่องระดับความรุนแรงของความเจ็บปวดหรือทุกข์ทรมานทางร่างกายหรือจิตใจ เจตนาพิเศษในการกระทำความผิด สถานะของบุคคลซึ่งกฎหมายมุ่งใช้บังคับ โดยเฉพาะเรื่องความเจ็บปวดหรือทุกข์ทรมานทางจิตใจนั้น ศาลไทยได้วางบรรทัดฐานมาโดยตลอดว่า คำว่า “จิตใจ” นั้นหมายความถึงจิตประสาท หรือเป็นอันตรายแก่สมองเท่านั้น มิได้รวมถึงอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งอาจทำให้ไม่สอดคล้องและไม่ครอบคลุมความหมายการทรมานตามที่กำหนดไว้ใน ข้อ 1 แห่งอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ ซึ่งตีความหมายคำว่าจิตใจไว้กว้างกว่าแต่ทั้งนี้หากประเทศไทยเลือกที่จะนำคำนิยามการทรมานตามข้อ 1 แห่งอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ มาใช้ในการบัญญัติความผิดตามกฎหมายภายในโดยตรงนั้นก็อาจจะต้องทำอย่างระมัดระวัง เนื่องจากตัวคำนิยามการทรมานตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ นั้นมีความจำเป็นที่จะต้องร่างไว้อย่างกว้างขวางเพื่อให้ใช้บังคับกับการกระทำต่าง ๆ ในหลายรูปแบบซึ่งอาจเป็นการทรมาน ดังนั้นในตัวคำนิยามหรือความหมายนั้นเองอาจจะขาดความชัดเจนแน่นอน ทำให้กระทบกับหลักประกันในกฎหมายอาญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักความชัดเจนแน่นอนที่เรียกร้องให้กฎหมายอาญานั้นจะต้องบัญญัติอย่างชัดเจน เพื่อให้บุคคลซึ่งอยู่ใต้บังคับของกฎหมายมีโอกาสได้ทราบล่วงหน้าว่าการกระทำใดหรือการไม่กระทำการใดของตนจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ และจะมีผลเช่นไร อีกทั้งหากคำนิยามหรือความหมายการทรมานที่ประเทศไทยจะบัญญัตินั้นขาดความชัดเจน ย่อมส่งผลโดยตรงให้เจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ พนักงานอัยการ และศาล ทำงานได้อย่างยากลำบาก เกิดความกระอักกระอ่วน ไม่มีกรอบหรือขอบเขตในการปฏิบัติงานหรืออาจถึงขนาดที่ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิผล ปัญหาเหล่านี้ มิได้ส่งผลดีต่อความพยายามในการต่อต้านการทรมาน และการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โทษร้ายทารุณหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรีในสังคมไทยแต่อย่างใด และยังส่งผลเสียต่อการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐในการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม จากการไม่มีคำนิยามดังกล่าวที่แน่ชัด ทำให้เกิดปัญหาว่าการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดจะเป็นการกระทำทรมานตามความหมายของอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ หรือไม่ดังนั้นจึงเป็นการสมควรที่จะศึกษาความหมายการทรมาน และการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรีจากอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ ในกฎหมายอาญา และศึกษาความแตกต่างระหว่างการกระทำดังกล่าวข้างต้น ซึ่งมีพันธกรณีแตกต่างกันในการกำหนดให้รัฐภาคีบัญญัติให้เป็นความผิดซึ่งสามารถลงโทษได้ตามกฎหมาย กับพันธกรณีที่ต้องการให้รัฐภาคีมีหน้าที่เพียงแค่ป้องกันมิให้การกระทำเกิดขึ้นเท่านั้น เพื่อให้ประเทศไทยจะได้กำหนดความหมาย “การทรมาน” และกำหนดฐานความผิดให้สอดคล้องกับอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ และสอดคล้องกับหลักกฎหมายอาญาต้องชัดเจนแน่นอน ทั้งนี้เพื่อเป็นการปฏิบัติตามพันธกรณีโดยสอดคล้องกับอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ และเป็นกรอบการปฏิบัติงานและการใช้บังคับกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และเพื่อเป็นการประกันสิทธิของประชาชนจากการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ผู้เขียนเห็นว่าประเทศไทยควรดำเนินการปฏิบัติตามพันธกรณีของอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน โดยให้คำนิยามการทรมานไว้โดยเฉพาะ และกำหนดให้การทรมานเป็นความผิดเฉพาะ โดยยกตัวอย่างการกระทำที่อาจเป็นการทรมานตามแบบอย่างที่ประเทศฟิลิปปินส์ใช้ในการบัญญัติพระราชบัญญัติต่อต้านการทรมาน ค.ศ. 2009 เพื่อให้เกิดความชัดเจนสอดคล้องกับหลักกฎหมายอาญาต้องชัดเจนแน่นอน
Authors
- คนธ์ธร เลิศนภาวงศ์