Automated Author Profileเมธีกุล เจียรวัฒนานนท์
เมธีกุล เจียรวัฒนานนท์
Current S-Index
Sum of Dataset Indices for all datasets
Average Dataset Index per Dataset
Average Dataset Index per dataset
Total Datasets
Total datasets for this author
Average FAIR Score
Average FAIR Score per dataset
Total Citations
Total citations to the author's datasets
Total Mentions
Total mentions of the author's datasets
S-Index Interpretation
The S-Index (Sharing Index) is a comprehensive metric that represents the cumulative impact of all your datasets. It is calculated as the sum of Dataset Index scores across all your claimed datasets.
What it means:
- A higher S-index indicates greater overall impact of your datasets relative to typical datasets in their fields of research
- The S-Index grows as you add more datasets or as existing datasets gain more citations and mentions
- It provides a single number to track your research data impact over time
Current S-Index: 0.0 (sum of 1 dataset Dataset Index scores)
More information here.
S-Index Over Time
Cumulative Citations Over Time
Cumulative Mentions Over Time
Datasets
แก้วสีแดงจากทองชนิดเกิดสีแดงได้ด้วยตัวเอง (เซลฟ์สไตรกิง)ได้รับการพัฒนาเพื่อให้ได้แก้วสีแดงจากทองที่ไม่ต้องใช้กระบวนการทางความร้อนอีกครั้งหนึ่งในการทำให้เกิดสีแดง ซึ่งนอกจากจะเป็นการลดการใช้พลังงานแล้วยังทำให้สามารถควบคุมเฉดสีแก้วให้มีความสม่ำเสมอมากขึ้น แก้วตั้งต้นที่มีส่วนประกอบของ 71.29 SiO2, 10.89 CaO, 10.89 Na2O, 0.99 PbO, 5.94 K2O โดยน้ำหนัก ใช้ในการศึกษาผลของปริมาณสารตัวเติมที่เหมาะสม อุณหภูมิ และเวลาในการอบอ่อนที่เหมาะสมต่อการเกิดสี และความเค้นที่เกิดจากกระบวนการขึ้นรูปต่อการเกิดสี ปัจจัยที่มีผลต่อสีเหล่านี้ได้ทำการศึกษาควบคู่กับการศึกษาจลน์ศาสตร์ของปรากฏการณ์เซลฟ์สไตรกิง เพื่อใช้กำหนดอุณหภูมิและเวลาในการให้ความร้อนแก่แก้ว และวิธีการขึ้นรูปที่เหมาะสม เพื่อประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมได้ง่ายขึ้น จากการศึกษาพบว่าสามารถพัฒนาให้ได้แก้วสีแดงชนิดเซลฟ์สไตรกิงด้วยการใช้ซีลีเนียมไดออกไซด์ประมาณ 50-100 ส่วนในล้านส่วน และ คาร์บอนประมาณร้อยละ 0.1-0.2 โดยน้ำหนัก เป็นสารตัวเติมเพื่อใช้เป็นตัวรีดิวซ์และเป็นตัวควบคุมสภาวะรีดอกซ์ในแก้ว งานวิจัยนี้ใช้ทองในรูปทองคำเปลวที่สามารถผลิตและหาได้ง่ายในประเทศไทย ทดแทนการใช้สารประกอบทางเคมีทองคลอไรด์ที่มีราคาแพง โดยใช้ประมาณ 200-450 ส่วนในล้านส่วน ในเบื้องต้นพบว่าแก้วสามารถเกิดเป็นสีแดงได้โดยเกิดริ้วสีแดงทั่วทั้งชิ้นงาน จากการศึกษาอิทธิพลของอุณหภูมิและเวลาในการอบอ่อนต่อการเกิดสี พบว่าแก้วเมื่ออบอ่อนที่อุณหภูมิ 600 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1 ชั่วโมง และ 2 ชั่วโมงแก้วเปลี่ยนเป็นสีม่วงและสีน้ำเงินตามลำดับ และมีความเค้นตกค้างภายในค่อนข้างมาก ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดสีที่ไม่พึงประสงค์คือการอบอ่อนที่อุณหภูมิสูงหรือนานและความเค้นตกค้างที่สูงเกินไป ผลจากการศึกษาทางจลน์ศาสตร์ของการเกิดสีเซลฟ์สไตรกิงของแก้วใน แท่นความร้อน ด้วยเครื่อง ยูวี-วิซิเบิล สเปกโตรโฟโตมิเตอร์ ทำให้การกำหนดอุณหภูมิและเวลาที่ใช้ในการอบอ่อนเหมาะสมมากขึ้น ส่งผลให้เกิดความสม่ำเสมอของเฉดสีแดงในแก้วผลจากเทคนิคการเทต่อความเค้นตกค้างในแก้วได้รับการศึกษาด้วยเครื่องวัดความเค้นที่แสดงเป็นภาพ ของแบบแผนการกระจายความเค้นภายในแก้วและสีที่เกิด ภาวะที่เหมาะสมที่สุดที่ได้ แก้วสีแดงสม่ำเสมอคือแก้วสูตรที่ 9 เทลงตรงกลาง ให้มีการเกิดสีที่อุณหภูมิ 650 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1 ชั่วโมง และอบอ่อนที่ 570 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 30 นาที ระหว่างการเย็นตัว
Authors
- เมธีกุล เจียรวัฒนานนท์