Automated Author Profile

จุฑาพัชร เปรมบัญญัติ

Current S-Index

0.0

Sum of Dataset Indices for all datasets

Average Dataset Index per Dataset

0.0

Average Dataset Index per dataset

Total Datasets

1

Total datasets for this author

Average FAIR Score

57.7%

Average FAIR Score per dataset

Total Citations

0

Total citations to the author's datasets

Total Mentions

0

Total mentions of the author's datasets

S-Index Interpretation

S-Index Over Time

Cumulative Citations Over Time

Cumulative Mentions Over Time

Datasets

การนำบทสันนิษฐานแห่งการทุจริตมาใช้ในกฎหมายไทย

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการนำแนวคิดบทสันนิษฐานแห่งการทุจริตในต่างประเทศที่ช่วยลดภาระโจทก์ในการแสวงหาพยานหลักฐานในคดีสินบนซึ่งกระทำได้อย่างยากลำบากมาปรับใช้ในกฎหมายไทยโดยคำนึงถึงความได้สัดส่วน ปัญหาความยากลำบากของการแสวงหาพยานหลักฐานในคดีสินบนนั้น มีที่มาจากลักษณะของการกระทำความผิดซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานโดยมีสิ่งจูงใจเป็นทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด เมื่อเจ้าพนักงานผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับงานในหน้าที่ และรู้ระเบียบ กฎหมายเป็นอย่างดี เป็นผู้กระทำความผิดเสียเอง จึงรู้วิธีทำลายหลักฐานสำคัญ ไม่ให้สืบสวนความผิดมาถึงตนได้ และเป็นความผิดที่กระทำกันในที่ลับ ผู้ให้และรับสินบนต่างได้รับประโยชน์ซึ่งกันและกัน พยานหลักฐานจึงอยู่ในความครอบครองของผู้กระทำความผิดทั้งสองฝ่าย ถ้าไม่มีฝ่ายใดเปิดเผย ก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้ หรือถ้าหากมีบางคนรู้ก็อาจจะไม่กล้าที่จะให้ข้อมูลเพราะเกรงกลัวอิทธิพลของเจ้าพนักงาน นอกจากนี้ยังเป็นความผิดที่มีความซับซ้อนเพราะอาจเกี่ยวข้องกับเอกสารและบุคคลจำนวนมาก รวมถึงเจ้าพนักงานของรัฐทั้งในและต่างประเทศ ด้วยเหตุดังกล่าวก่อให้เกิดความยากลำบากในการแสวงหาพยานหลักฐานของโจทก์ในการพิสูจน์ความผิดของจำเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงเจตนาทุจริตของจำเลย บทสันนิษฐานแห่งการทุจริตเป็นแนวคิดที่ให้โจทก์พิสูจน์พยานหลักฐานเพียงบางส่วน กล่าวคือ ให้โจทก์พิสูจน์เฉพาะข้อเท็จจริงที่เป็นองค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานสินบนอันเป็นเงื่อนไขแห่งการสันนิษฐานเท่านั้น ส่วนองค์ประกอบภายในที่ว่าจำเลยมีเจตนาทุจริต โจทก์ไม่ต้องพิสูจน์ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ได้รับการสันนิษฐานจากบทสันนิษฐานแห่งการทุจริตแล้ว อันเป็นการผลักภาระการพิสูจน์บางส่วนให้แก่จำเลยในการพิสูจน์โต้แย้งการสันนิษฐานว่าทุจริตนั้น ผลการศึกษา พบว่าแม้บทสันนิษฐานแห่งการทุจริตจะเป็นการเพิ่มภาระการพิสูจน์ของจำเลย แต่ก็ไม่ขัดต่อหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ ถ้าฝ่ายนิติบัญญัติกำหนดบทสันนิษฐานแห่งการทุจริตโดยสอดคล้องกับหลักข้อจำกัดที่สมเหตุสมผล ซึ่งได้แก่การพิจารณาวัตถุประสงค์และความได้สัดส่วนของประโยชน์ที่สังคมได้รับจากการมีบทสันนิษฐานกับผลกระทบในทางลบต่อสิทธิของจำเลย โดยวิเคราะห์จากหลักความเกี่ยวเนื่องอย่างมีเหตุผล หลักการลดทอนสิทธิเสรีภาพน้อยที่สุด และหลักการตรวจสอบความสมดุลสุดท้าย นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับหลักความสะดวกในการแสวงหาพยานหลักฐาน หลักสิ่งที่ใหญ่กว่าย่อมรวมสิ่งที่เล็กกว่า และหลักการผลักภาระบางส่วนตามคำพิพากษาศาลคอมมอนลอว์และไทย ประกอบกับบทสันนิษฐานแห่งการทุจริตไม่ใช่บทสันนิษฐานเด็ดขาด จำเลยจึงมีโอกาสโต้แย้งบทสันนิษฐานได้ ทั้งนี้ ในการนำบทสันนิษฐานมาปรับใช้กับกฎหมายไทยต้องคำนึงถึงความได้สัดส่วน โดยเห็นว่าควรนำมาใช้เฉพาะกับความผิดฐานให้และรับสินบนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144, 149, 167 และ 201 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 173 และ 176 และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 6 และเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในกรณีที่สำคัญมีผลกระทบอย่างกว้างขวางหรือกรณีมีการไต่สวนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตาม มาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 รวมถึง กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ถูกกล่าวหาในความผิดตามมาตราดังกล่าวด้วย

Authors

  • จุฑาพัชร เปรมบัญญัติ
0 Citations0 Mentions58% FAIR1.4 Dataset Index
10.14457/tu.the.2020.6252021