Automated Author Profile

ณรงค์เดช นันตาเวียง

Current S-Index

0.0

Sum of Dataset Indices for all datasets

Average Dataset Index per Dataset

0.0

Average Dataset Index per dataset

Total Datasets

1

Total datasets for this author

Average FAIR Score

57.7%

Average FAIR Score per dataset

Total Citations

0

Total citations to the author's datasets

Total Mentions

0

Total mentions of the author's datasets

S-Index Interpretation

S-Index Over Time

Cumulative Citations Over Time

Cumulative Mentions Over Time

Datasets

การมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในอำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การจัดการมูลฝอยติดเชื้อของประชาชน พัฒนาชุมชนนำร่องในการจัดการมูลฝอยติดเชื้อโดยใช้กระบวนการประชุมวางแผนแบบมีส่วนร่วม A-I-C และพัฒนาแนวทางการจัดการมูลฝอยติดเชื้อที่เหมาะสมกับอำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน โดยทำการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 220 คน พบว่าส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 70.45) มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป (ร้อยละ 52.73) มีระดับการศึกษาสูงสุดอยู่ในระดับประถมศึกษา (ร้อยละ 69.55) อาชีพที่เป็นรายได้หลักของกลุ่มตัวอย่าง คือ อาชีพรับจ้างทั่วไป (ร้อยละ 37.27) ซึ่งส่วนใหญ่มีรายได้น้อยกว่า 5,000 บาทต่อเดือน (ร้อยละ 41.82) ผลการศึกษาพบว่าชนิดมูลฝอยติดเชื้อที่พบมาก 5 อันดับแรก ได้แก่ สำลี ถุงมือ ผ้าก๊อซ ไม้พันสำลี และเข็มฉีดยา โดยแหล่งกำเนิดมูลฝอยติดเชื้อในชุมชนส่วนใหญ่เกิดจากการทำแผล/รักษาแผล (ร้อยละ 68.64) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรู้เรื่องการจัดการมูลฝอยติดเชื้ออยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 79.09) มีระดับทัศนคติต่อการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในชุมชนอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 50.45) มีระดับพฤติกรรมการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในชุมชนที่พึงประสงค์มาก (ร้อยละ 75.00) และมีระดับปัจจัยทางสังคมที่มีผลต่อการจัดการมูลฝอยติดเชื้ออยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 57.73) โดยเฉพาะปัจจัยด้านการรับรู้ข่าวสารจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข (ร้อยละ 97.27)การศึกษาสถานการณ์การจัดการมูลฝอยติดเชื้อสำหรับสถานบริการสาธารณสุข 10 แห่ง พบว่าส่วนใหญ่ มีการจัดการมูลฝอยติดเชื้อตามข้อกำหนดในกฎกระทรวงว่าด้วยการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อ พ.ศ.2545 ทุกข้อ (ร้อยละ 90.00) มีสถานบริการสาธารณสุข 1 แห่ง ที่ผู้ปฏิบัติงานไม่สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลหรือสวมใส่ไม่ครบในขณะปฏิบัติงาน และไม่มีการติดข้อความสีแดงที่รถเข็นหรืออุปกรณ์ที่ใช้เคลื่อนย้ายมูลฝอยติดเชื้อ สถานบริการสาธารณสุขทั้งหมด (ร้อยละ 100.00) มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงชนิด วิธีการคัดแยก และเก็บรวบรวมมูลฝอยติดเชื้อที่ถูกต้อง โดยส่วนใหญ่ใช้วิธีการสื่อสารกับญาติหรือผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ป่วย ขณะลงเยี่ยมผู้ป่วยที่บ้าน (ร้อยละ 90.00) ผ่านทางสื่อบุคคล (แจ้งทางวาจา) และแผ่นพับเป็นหลัก (ร้อยละ 60.00) นอกจากนี้ยังพบว่าประเภทของมูลฝอยติดเชื้อที่พบมากที่สุดจากสถานบริการสาธารณสุขและจากครัวเรือนผู้ป่วย คือ มูลฝอยติดเชื้อประเภทไม่มีคม จากการใช้กระบวนการประชุมกลุ่มวางแผนแบบมีส่วนร่วม โดยใช้กระบวนการ A-I-C ในพื้นที่นำร่อง จำนวน 2 แห่ง (รพ.สต.ทาขุมเงิน และรพ.สต.ทาป่าสัก) พบว่าผู้ที่มีส่วนร่วมในการจัดการมูลฝอยติดเชื้อมากที่สุด คือ ประชาชนจากครัวเรือนที่มีผู้ป่วย ปัญหามูลฝอยติดเชื้อที่พบในชุมชน เกิดจากที่ชุมชนยังไม่มีแนวทางการจัดการมูลฝอยติดเชื้อที่ชัดเจน อปท. ยังไม่มีเทศบัญญัติเกี่ยวกับการจัดการมูลฝอยติดเชื้อโดยเฉพาะ รวมไปถึงยังไม่มีการกำหนดหรือจัดตั้งคณะทำงานที่รับผิดชอบการจัดการมูลฝอยในชุมชนอย่างชัดเจน หลังจากการประยุกต์ใช้กระบวนการ A-I-C พบว่ากลุ่มตัวอย่างในพื้นที่นำร่อง ทั้ง 2 แห่ง มีระดับความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการจัดการมูลฝอยติดเชื้อเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น และมีระดับปัจจัยทางสังคมที่ส่งผลต่อการจัดการมูลฝอยติดเชื้อเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ยังพบว่าปริมาณมูลฝอยติดเชื้อของพื้นที่ รพ.สต.ทาขุมเงิน มีปริมาณลดลงร้อยละ 26.57 ในขณะที่ในพื้นที่รพ.สต.ทาป่าสัก มีปริมาณเพิ่มขึ้นร้อยละ 22.22 ผลการศึกษาครั้งนี้ ได้นำมากำหนดเป็นแนวทางการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในชุมชนที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน เพื่อทำการสื่อสารประชาสัมพันธ์ สร้างความรู้ความเข้าใจด้านการจัดการมูลฝอยติดเชื้อที่ถูกต้องให้กับประชาชนต่อไป

Authors

  • ณรงค์เดช นันตาเวียง
0 Citations0 Mentions58% FAIR1.4 Dataset Index
10.14457/tu.the.2020.6282021