Automated Author Profileณรงค์เดช นันตาเวียง
ณรงค์เดช นันตาเวียง
Current S-Index
Sum of Dataset Indices for all datasets
Average Dataset Index per Dataset
Average Dataset Index per dataset
Total Datasets
Total datasets for this author
Average FAIR Score
Average FAIR Score per dataset
Total Citations
Total citations to the author's datasets
Total Mentions
Total mentions of the author's datasets
S-Index Interpretation
The S-Index (Sharing Index) is a comprehensive metric that represents the cumulative impact of all your datasets. It is calculated as the sum of Dataset Index scores across all your claimed datasets.
What it means:
- A higher S-index indicates greater overall impact of your datasets relative to typical datasets in their fields of research
- The S-Index grows as you add more datasets or as existing datasets gain more citations and mentions
- It provides a single number to track your research data impact over time
Current S-Index: 0.0 (sum of 1 dataset Dataset Index scores)
More information here.
S-Index Over Time
Cumulative Citations Over Time
Cumulative Mentions Over Time
Datasets
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การจัดการมูลฝอยติดเชื้อของประชาชน พัฒนาชุมชนนำร่องในการจัดการมูลฝอยติดเชื้อโดยใช้กระบวนการประชุมวางแผนแบบมีส่วนร่วม A-I-C และพัฒนาแนวทางการจัดการมูลฝอยติดเชื้อที่เหมาะสมกับอำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน โดยทำการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 220 คน พบว่าส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 70.45) มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป (ร้อยละ 52.73) มีระดับการศึกษาสูงสุดอยู่ในระดับประถมศึกษา (ร้อยละ 69.55) อาชีพที่เป็นรายได้หลักของกลุ่มตัวอย่าง คือ อาชีพรับจ้างทั่วไป (ร้อยละ 37.27) ซึ่งส่วนใหญ่มีรายได้น้อยกว่า 5,000 บาทต่อเดือน (ร้อยละ 41.82) ผลการศึกษาพบว่าชนิดมูลฝอยติดเชื้อที่พบมาก 5 อันดับแรก ได้แก่ สำลี ถุงมือ ผ้าก๊อซ ไม้พันสำลี และเข็มฉีดยา โดยแหล่งกำเนิดมูลฝอยติดเชื้อในชุมชนส่วนใหญ่เกิดจากการทำแผล/รักษาแผล (ร้อยละ 68.64) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรู้เรื่องการจัดการมูลฝอยติดเชื้ออยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 79.09) มีระดับทัศนคติต่อการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในชุมชนอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 50.45) มีระดับพฤติกรรมการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในชุมชนที่พึงประสงค์มาก (ร้อยละ 75.00) และมีระดับปัจจัยทางสังคมที่มีผลต่อการจัดการมูลฝอยติดเชื้ออยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 57.73) โดยเฉพาะปัจจัยด้านการรับรู้ข่าวสารจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข (ร้อยละ 97.27)การศึกษาสถานการณ์การจัดการมูลฝอยติดเชื้อสำหรับสถานบริการสาธารณสุข 10 แห่ง พบว่าส่วนใหญ่ มีการจัดการมูลฝอยติดเชื้อตามข้อกำหนดในกฎกระทรวงว่าด้วยการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อ พ.ศ.2545 ทุกข้อ (ร้อยละ 90.00) มีสถานบริการสาธารณสุข 1 แห่ง ที่ผู้ปฏิบัติงานไม่สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลหรือสวมใส่ไม่ครบในขณะปฏิบัติงาน และไม่มีการติดข้อความสีแดงที่รถเข็นหรืออุปกรณ์ที่ใช้เคลื่อนย้ายมูลฝอยติดเชื้อ สถานบริการสาธารณสุขทั้งหมด (ร้อยละ 100.00) มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงชนิด วิธีการคัดแยก และเก็บรวบรวมมูลฝอยติดเชื้อที่ถูกต้อง โดยส่วนใหญ่ใช้วิธีการสื่อสารกับญาติหรือผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ป่วย ขณะลงเยี่ยมผู้ป่วยที่บ้าน (ร้อยละ 90.00) ผ่านทางสื่อบุคคล (แจ้งทางวาจา) และแผ่นพับเป็นหลัก (ร้อยละ 60.00) นอกจากนี้ยังพบว่าประเภทของมูลฝอยติดเชื้อที่พบมากที่สุดจากสถานบริการสาธารณสุขและจากครัวเรือนผู้ป่วย คือ มูลฝอยติดเชื้อประเภทไม่มีคม จากการใช้กระบวนการประชุมกลุ่มวางแผนแบบมีส่วนร่วม โดยใช้กระบวนการ A-I-C ในพื้นที่นำร่อง จำนวน 2 แห่ง (รพ.สต.ทาขุมเงิน และรพ.สต.ทาป่าสัก) พบว่าผู้ที่มีส่วนร่วมในการจัดการมูลฝอยติดเชื้อมากที่สุด คือ ประชาชนจากครัวเรือนที่มีผู้ป่วย ปัญหามูลฝอยติดเชื้อที่พบในชุมชน เกิดจากที่ชุมชนยังไม่มีแนวทางการจัดการมูลฝอยติดเชื้อที่ชัดเจน อปท. ยังไม่มีเทศบัญญัติเกี่ยวกับการจัดการมูลฝอยติดเชื้อโดยเฉพาะ รวมไปถึงยังไม่มีการกำหนดหรือจัดตั้งคณะทำงานที่รับผิดชอบการจัดการมูลฝอยในชุมชนอย่างชัดเจน หลังจากการประยุกต์ใช้กระบวนการ A-I-C พบว่ากลุ่มตัวอย่างในพื้นที่นำร่อง ทั้ง 2 แห่ง มีระดับความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการจัดการมูลฝอยติดเชื้อเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น และมีระดับปัจจัยทางสังคมที่ส่งผลต่อการจัดการมูลฝอยติดเชื้อเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ยังพบว่าปริมาณมูลฝอยติดเชื้อของพื้นที่ รพ.สต.ทาขุมเงิน มีปริมาณลดลงร้อยละ 26.57 ในขณะที่ในพื้นที่รพ.สต.ทาป่าสัก มีปริมาณเพิ่มขึ้นร้อยละ 22.22 ผลการศึกษาครั้งนี้ ได้นำมากำหนดเป็นแนวทางการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในชุมชนที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน เพื่อทำการสื่อสารประชาสัมพันธ์ สร้างความรู้ความเข้าใจด้านการจัดการมูลฝอยติดเชื้อที่ถูกต้องให้กับประชาชนต่อไป
Authors
- ณรงค์เดช นันตาเวียง