การศึกษาประสิทธิภาพของกองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศและการออกแบบพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมผ่านกองทุนรวมเพื่อบรรลุเป้าหมายการเกษียณ
Description
การค้นคว้าอิสระนี้ศึกษาประสิทธิภาพการดำเนินงานของกองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศ เปรียบเทียบกับกองทุนรวมตราสารทุนในประเทศ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่สำหรับนักลงทุนรายย่อยในการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศเพื่อกระจายความเสี่ยงจากการลงทุน โดยศึกษาเปรียบเทียบกองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศจำแนกเป็นประเภทย่อยทั้ง 7 ประเภทตามคำจำกัดความของ Morningstar Thailand® และใช้มาตรวัด Sharpe, Treynor และ Jensen ตั้งแต่เดือนมกราคม 2551 ถึงเดือนธันวาคม 2557 และใช้ SET Total Return Index เป็น Benchmark โดยใช้สถิติ Mann-Whitney U Test ในการทดสอบที่ระดับนัยสำคัญที่ 0.05ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่า สำหรับการลงทุนในระยะสั้น จะมีเพียงปี พ.ศ. 2552 และ พ.ศ. 2556 เท่านั้นที่กองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศมีประสิทธิภาพดีกว่ากองทุนรวมตราสารทุนในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกองทุนที่มีค่าเบต้าต่ำอย่างกองทุนรวม Europe Equity, Global Equity และ U.S. Equity ส่วนการลงทุนในระยะยาวนั้น พบว่า ในระยะเวลา 7 ปีย้อนหลัง ไม่มีกองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศประเภทใดเลยที่มีผลตอบแทนดีกว่ากองทุนรวมตราสารทุนในประเทศ เนื่องด้วยตลาดตราสารทุนไทยมีแนวโน้มเป็นขาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่สำหรับระยะ 5 ปีและ 3 ปีย้อนหลัง จะพบว่า มีกองทุนรวมประเภท Global Equity ที่มีประสิทธิภาพดีกว่ากองทุนรวม ตราสารทุนในอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อใช้มาตรวัด Treynor และ Jensen ซึ่งแสดงให้เห็นว่า กองทุนรวม Global Equity สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในด้านกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนในกองทุนรวม ตราสารทุน โดยพบว่าสัดส่วนการลงทุนระหว่างกองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศทั่วโลกและกองทุนรวมตราสารทุนขนาดใหญ่ในประเทศที่สร้างผลตอบแทนหลังปรับความเสี่ยงโดยรวมสูงที่สุด คือ ร้อยละ 60 และร้อยละ 40 ตามลำดับ นอกจากผลการศึกษาประสิทธิภาพของกองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศแล้ว การค้นคว้าอิสระนี้ได้คำนึงถึงประโยชน์ของกองทุนรวมในฐานะผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ช่วยให้ผู้ลงทุนรายย่อย รวมถึงประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้มีความรู้ทางการเงินมากนักสามารถบรรลุเป้าหมายการเกษียณได้ จึงได้จำลองพอร์ตการลงทุน 2,430 รูปแบบ เพื่อหาพอร์ตการลงทุนที่ทำให้มีอัตราความผิดพลาดที่ผู้ลงทุนไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการเกษียณได้ที่ต่ำที่สุด ด้วยวิธี Monte Carlo Simulation โดยลงทุนในกองทุนรวม 4 ประเภท ได้แก่ 1) กองทุนรวมตราสารทุนในประเทศขนาดใหญ่ (Equity Large-Cap) 2) กองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศทั่วโลก (Global Equity) 3) กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น (Short-Term Fixed Income Fund) และ 4) กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) และศึกษาสำหรับพอร์ตการลงทุนที่มีระยะเวลาการสะสมเงินก่อนเกษียณและระยะเวลาถอนเงินหลังเกษียณ 20, 30 และ 40 ปี ด้วยอัตราการสะสมเงินที่แตกต่างกันตั้งแต่ร้อยละ 10 ถึงร้อยละ 25 ของเงินเดือน และอัตราการถอนเงิน 2 รูปแบบ คือ อัตราการถอนเงินแบบคงที่และอัตราการถอนเงินแบบปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพตลาด จากการศึกษา พบว่า สำหรับพอร์ตการลงทุนที่มีรูปแบบการถอนเงินแบบคงที่ที่มีระยะเวลาการถอนเงิน 20 ปี ผู้ลงทุนสามารถลงทุนในกองทุนรวมทั้งสี่ได้ในทุกสัดส่วนการลงทุน เนื่องจากมีอัตราความผิดพลาดไม่เกินร้อยละ 3-4 เท่านั้น โดยหากเป็นบุคคลที่มีระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ต่ำ ควรจะลงทุนในกองทุนรวมตราสารทุนที่สัดส่วนไม่เกินร้อยละ 40-60 ในขณะที่ระยะเวลาการถอนเงินที่ 30 ปี ซึ่งเป็นพอร์ตการลงทุนที่มีความเสี่ยงที่จะมีเงินไม่เพียงพอหลังเกษียณสูงขึ้น ผู้ลงทุนจึงควรลงทุนในกองทุนรวมตราสารทุนในร้อยละ 80-90 ของพอร์ตการลงทุน และสำหรับพอร์ตการลงทุนที่มีระยะเวลาการถอนเงิน 40 ปี จะพบว่า ควรลงทุนในกองทุนรวมตราสารทุนทั้งหมด โดยยังคงมีอัตราความผิดพลาดที่ต่ำสุดสูงมากกว่าร้อยละ 15 นอกจากนี้ พบว่าพอร์ตการลงทุนที่มีวิธีการถอนเงินแบบปรับเปลี่ยนได้มีความเหมาะสมมากกว่าอัตราการถอนเงินแบบคงที่ เนื่องจากมีอัตราความผิดพลาดที่ต่ำกว่า โดยเฉพาะสำหรับพอร์ตการลงทุนที่มีระยะเวลาการถอนเงินยาวขึ้น อีกทั้งยังมีอัตราการถอนเงินโดยเฉลี่ยมากกว่า คือโดยเฉลี่ยร้อยละ 5-8 ของมูลค่าพอร์ตการลงทุน ณ วันเกษียณ เมื่อลงทุนในกองทุนรวมตราสารทุนมากกว่าร้อยละ 50และสำหรับปัจจัยด้านระยะเวลาและอัตราการสะสมเงินนั้น จะเป็นตัวบ่งบอกว่า ยอดเงินที่สามารถถอนใช้ได้หลังเกษียณมากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบเป็นร้อยละของเงินเดือนในปัจจุบัน ซึ่งหากผู้ลงทุนมีระยะเวลาการสะสมเงินที่สั้นอย่าง 20 ปี จะทำให้มีจำนวนการถอนเงินสูงสุดเพียงไม่เกิน ร้อยละ 53 ของเงินเดือนแม้ว่าจะลงทุนในกองทุนรวมตราสารทุนทั้งหมด ซึ่งถือได้ว่ามีความเสี่ยงสูง ดังนั้น อัตราการสะสมเงินและระยะเวลาการสะสมเงินที่มากขึ้นจึงช่วยให้ผู้ลงทุนมีจำนวนเงินถอนใช้ที่มากขึ้นหลังเกษียณ อีกทั้งยังสามารถปรับลดความเสี่ยงจากการลงทุนด้วยการลงทุนในกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงต่ำมากขึ้น และทำให้มีความเสี่ยงจากการมีเงินไม่เพียงพอหลังเกษียณลดลงอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในพอร์ตการลงทุนที่มีระยะเวลาการถอนเงินยาวถึง 30 และ 40 ปี ซึ่งมีอัตราความผิดพลาดที่ต่ำที่สุดสูงถึงร้อยละ 10-15 จึงเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่า อัตราการถอนเงินที่ปลอดภัย (Safe Withdrawal Rate) ที่ร้อยละ 4 (Four Percent Rule) นั้น ไม่สามารถทำให้ลงทุนอยู่รอดได้จริงในปัจจุบัน โดยผู้ลงทุนควรปรับลดอัตราการถอนเงินลงเหลือร้อยละ 3.40-3.50 ของมูลค่าพอร์ตการลงทุน ณ วันเกษียณ สำหรับพอร์ตการลงทุนที่มีระยะเวลาการถอนเงิน 30 ปี และร้อยละ 2.75-2.85 ของมูลค่าพอร์ตการลงทุน ณ วันเกษียณ สำหรับพอร์ตการลงทุนที่มีระยะเวลาการถอนเงิน 40 ปี เพื่อให้พอร์ตการลงทุนมีอัตราความผิดพลาดลดลงมาอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ คือ ประมาณร้อยละ 5 จากการสุ่มทั้งหมด และทำให้ผู้ลงทุนสามารถลงทุนในกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงต่ำลงตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของตนเองได้
Citations (0)
No citations found
Mentions (0)
No mentions found
Metrics Over Time
Publication Details
Subfield
Accounting
Field
Business, Management and Accounting
Domain
Social Sciences
Confidence Score
33%
Source
Scholar Data Model